18
Jan
10

My top 5 UK list…as promised!

row of houses

ตามที่สัญญาเอาไว้ว่าจะมาเล่าประสบการณ์แบบฮาบ้าง ไม่ฮาบ้าง ของการมาเรียนต่อในประเทศอังกฤษให้นักเรียนฟังเป็นอุทาหรณ์ ความรู้ทางวัฒนธรรม หลายคนอาจเคยดูหนังไทยแนว ๆ อย่างเรื่อง หนีตามกาลิเลโอ กันมาแล้ว และเห็นว่าการได้อยู่เมืองนอกมันช่างน่าสนุกเสียยิ่งกระไร แต่จริง ๆ แล้วชีวิตกระเหรี่ยงดอยในเมืองฝรั่งหาได้เป็นอย่างนั้นไม่ ในโอกาสที่ปี 2009 ได้ปิดฉากลงไปเลย และอาจารย์ก็ได้มาอยูที่นี่ครบ 3 เดือนพอดิบพอดี เลยจะมาแชร์จัดอันดับความประทับใจและไม่ประทับใจจากเวลาอันสั้นนี้ ย้ำว่ามาจากมุมมองของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียวนะคะ

5 things that I like about the UK

เริ่มจากสิ่งที่ชอบเวลาอยู่ที่นี่ก่อน

1. Manners!

ขอชมว่าคนประเทศนี้ส่วนใหญ่ที่เจอ จะค่อนข้างมีมารยาทดีในการกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” หรือ “ขอโทษ” สังเกตุได้จากเวลาเปิดประตู เป็นมารยาทของคนที่เดินอยู่ข้างหน้าที่จะต้องใช้มือดันประตูไว้ให้คนข้างเดินตามมาข้างหลังเสมอ และก็เป็นมารยาทของคนที่เดินตามมาที่จะต้องกล่าว คำขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็น Thank you, Thanks หรือ คำที่คนอังกฤษชอบใช้ คือคำว่า Cheers ซึ่งไม่ได้เป็นคำด่า หรือจะเชียร์ทีมฟุตบอลทีมไหน แต่มันหมายความว่า ขอบคุณในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือใช้ในความหมายที่แปลว่า บ๊ายบาย ก็ได้ นอกจากเวลามีคนเปิดประตูให้แล้ว เวลาเราลงจากรถเมล์ ก็จำเป็นต้องหันไปขอบคุณคนขับด้วยค่ะ ประมาณว่า ขอบคุณที่ขับมาส่ง หรือขอบคุณที่เปิดประตูให้ลง เห็นเค้าทำแบบนี้กันทุกคน ก็รู้สึกว่าน่ารักดี

และเมื่อเราจำเป็นต้องเดินเฉียด หรือแทรกตัวไปตามที่ที่คนหนาแน่น อย่าลืมพูดว่า Excuse me ด้วยเสมอนะคะ อย่าได้จู่โจมเอาตัวไปกระแทกเค้านะคะ เพราะอาจถูกมองตาเขียวอย่างดูถูก หรือบางคนอาจถูกต่อว่ากลับมาเลย (มีคนเคยโดนมาแล้ว แต่ไม่ใช่อาจารย์นะ)

สุดท้าย ฝรั่งเรียกมันว่า magic word เพราะมันทำให้อะไร ๆ ฟังรื่นหูขึ้นเยอะ นั่นคือคำว่า Please ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษคำแรก ๆ ที่เราได้เรียนก็ในโรงเรียน แต่ไฉนเด็กไทยมักลืมใช้เมื่อถึงคราจำเป็น เจ้าคำว่า Please เนี่ยะจริง ๆ แล้ว จะเทียบเท่ากับคำว่า ครับ หรือ คะ ในภาษาไทยก็ได้ค่ะ เพราะมันทำให้คำขอร้อง หรือ คำถามของเราสุภาพขึ้น ง่าย ๆ เลย จะไปสั่งอาหารในโรงอาหาร ก็บอกเค้าว่าจะเอาอันนั้นอันนี้ แล้วต้องตามด้วยคำว่า please เสมอ ไม่งั้นจะเหมือนเราไปสั่งเค้าแบบไม่มีหางเสียง และเมื่อรับของมา อย่าลืมกล่าวคำขอบคุณด้วย

ที่ยกให้เรื่องมารยาทพื้นฐานเป็นเรื่องที่ชอบเป็นอันดับหนึ่งก็เพราะ รู้สึกว่าบางทีเราจะเห็นว่าประเทศตะวันตกมักจะให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลอย่างมาก แบบว่า “มันเป็นสิทธิของชั้น ใครจะทำไม” แต่เราต้องไม่ลืมว่า คนอื่น ๆ ในสังคมเค้าก็มีสิทธิ์ของเค้าเหมือนกันค่ะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้คนเดียว เพราะฉะนั้นเคารพสิทธิของตัวเอง แล้วก็อย่าลืม เคารพสิทธิของคนอื่นด้วยล่ะ อย่างมีคำพูดว่า “สิทธิการแกว่งแขนของคุณหยุดตรงที่ปลายจมูกของคนอื่น” การสุภาพและให้เกียรติซึ่งกันและกันจะทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะทีเดียว

Bus in Cardiff

2. Drizzle instead of rain

แม้อากาศของอังกฤษจะแปรปรวนแค่ไหน (เช่น เช้ามาแดดจ้า แต่บ่ายฝนตก) ฝนของอังกฤษก็ต่างจากของไทยค่ะ เวลาฝนตกทีในเมืองไทย ก็ต้องรีบวิ่งหาที่หลบกัน ตกไปนาน ๆ น้ำก็เริ่มท่วม เฉอะแฉะอีกต่างหาก แต่ฝนของแถบที่อาจารย์มาอยู่ (ตอนภาคกลางค่อนไปทางตะวันตก) ฝนจะตกเป็นฝอย ๆ หรือที่เราเรียกกันว่า drizzle เราสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ไม่เปียก คนที่นี่ถ้าขี้เกียจพกร่มกัน ก็จะใส่เสื้อแจ๊คเก็ตที่มีหมวกในตัว พอฝนตกปุ๊บก็เอามาคลุมหัวได้เลยค่ะ

Rainy Bath

3. Life is about making choices

ข้อดีของประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้วอย่างนึง คือ การแข่งขันในเรื่องสินค้าและบริการมีค่อนข้างสูง เช่น ถ้าจะไปซื้อน้ำตาลทรายขาวซักถุงนึง เราจะได้พบกับดงน้ำตาลทรายนับสิบยี่ห้อที่มีลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น แบบขัดสีขาวหรือไม่ขัดสี แบบ Low fat หรือ Super low fat  แบบเม็ดหรือแบบผง  แบบผลิตโดยเกษตรกรท้องถิ่นหรือนำเข้า  แบบธรรมดาหรือแบบออแกนนิก (ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี)  แบบราคาปกติหรือแบบ Fairtrade (เป็นเทรนใหม่ของที่นี่ ที่คนจะหันมาสนับสนุนสินค้าที่ให้ราคายุติธรรมกับเกษตรกร บางยี่ห้อถึงขนาดมีรูปเด็กชาวไรตาดำ ๆ มาเรียกความสงสารได้อีก ขนาดเรื่องการเมืองยังถูกนำมาใช้เป็นจุดขายทางการตลาดได้ คิดดู) เล่นเอามึนไปเลย

แต่ก็นับเป็นข้อดีค่ะ เพราะผู้บริโภคจะได้มีตัวเลือกเยอะ ๆ และราคาก็แข่งกันลดแบบได้ใจด้วย บนสินค้าเกือบทุกชนิดจะมีข้อมูลแหล่งผลิต (อาหารที่นี่ต้องนำเข้ามาจากส่วนต่าง ๆ ของโลก เช่น กล้วยหอม มาจาก ประเทศทางอเมริกาใต้ องุ่น มาจาก เปรู ปลา มาจากเวียดนาม ฯลฯ) ส่วนประกอบ วิธีใช้ และข้อมูลโภชนาการของอาหารคำนวณให้เห็นกันอย่างละเอียด เราจะได้รู้ว่าขนมปังยี่ห้อนี้ให้แคลลอรี่ต่างจากยี่ห้อนั้นเท่าไหร่ อาจารย์เลยหมดเวลาไปกับการอ่านฉลากพวกนี้เยอะมาก (แปลกหรือเปล่าเรา?)

นอกจากนี้แล้ว เวลาซื้อสินค้าที่นี่ ห้างร้านส่วนใหญ่มักมีนโยบายคืนเงินให้หากลูกค้าไม่พอใจ และวิธีการขอคืนเงินก็ไม่ยาก ไม่ต้องไปเถียงกับคนขาย หรือคร่ำครวญว่า หนูผิดไปแล้ว แค่นำใบเสร็จไปพร้อมกันสินค้าที่ต้องการคืน แล้วยื่นให้เค้า เค้าจะไม่ถามอะไรเราทั้งสิ้น เพราะถือว่าลูกค้ามีสิทธิเต็มที่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม

Shops in Leamington Spa

4. Charity shops

แปลตรงตัว ก็แปลว่า ร้านการกุศลค่ะ เนื่องจากอังกฤษเป็นประเทศที่มีองค์กรการกุศลเยอะ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรช่วยเหลือประเทศยากจน องค์กรช่วยเหลือเด็ก คนชรา หรือสัตว์เลี้ยง จึงมีร้านที่จะรับบริจาคสินค้า เช่น เสื้อผ้า หนังสือ ซีดี ของตกแต่งทั้งหลาย แล้วนำมาขายเป็นของมือสองแบบราคาประหยัดค่ะ ซึ่งอาจารย์คิดว่าเป็นไอเดียที่เริ่ดมากเพราะทุกฝ่ายต่างก็แฮปปี้ค่ะ คนบริจาคได้บุญจากการโละเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วจากตู้ ร้านได้เงินบริจาคจากการขายของ และคนซื้อก็ได้สินค้าในราคาถูกมาใช้ อาจารย์ยอมรับว่า ช่วงแรก ๆ ก็รู้สึกแปลก ๆ ที่จะซื้อของใช้แล้วจากคนอื่น (ก็มันกลัวผีอ่ะ) แต่ซื้อ ๆ ไปก็ชินแล้วค่ะ ชอบด้วยซ้ำ เพราะได้รักษาสิ่งแวดล้อม ได้เซฟเงินในกระเป๋า (เสื้อผ้าบางตัวถูกว่าอาหารจานนึงอีก) และได้ลุ้นว่าจะเจอเสื้อผ้าแบบที่เราชอบในไซส์ที่เราใส่ได้หรือเปล่า (คนตัวเล็กหน่อยก็ได้เปรียบนะคะ)

Building in Stratford-upon-Avon

5. If you’ve got money, we’ve got it!

อย่างที่บอกไปว่า ข้อดีของประเทศทุนนิยม คือ ถ้ามีเงิน ก็ซื้อได้หมดค่ะ ใครที่จะมาอังกฤษ แล้วคิดว่าจะต้องแบกครก น้ำพริก กะปิ น้ำปลามาจากเมืองไทย ขอบอกว่าไม่ต้องค่ะ เพราะคิดว่าตอนนี้เกือบทุกเมืองใหญ๋ในอังกฤษล้วนมีร้านอาหารไทย หรือมีซุปเปอร์มาเก็ตขายของเอเชียกันทั้งนั้น มาม่าที่เป็นอาหารหลักของคนไทย รองลงมาจากข้าว ก็หาซื้อได้ง่ายมาก ราคาถูกและมีให้เลือกหลายรสอยู่ แม้แต่ปลาสลิตทอดกรอบ ปลาร้า ต้นชะอม ทุเรียนกวน ยังมีเลย ขอให้มีกำลังซื้อเถอะค่ะ

และถ้าสินค้าในร้านยังเลือกได้ไม่สะใจ เราก็สามารถช๊อปทางออนไลน์ได้เสมอ ไม่ว่าจะใน Amazon, eBay, Argos, Currys หรือ Tesco ก็มีบริการส่งสินค้าถึงหน้าประตูบ้านเหมือนกันค่ะ ผู้ซื้อจึงสามารถเปรียบเทียบราคาของร้านต่าง ๆ ได้ มีข้อเสียอย่างเดียวก็คือ แม้ไม่ได้ออกไปไหน เราก็เสียตังค์ได้ค่ะ

5 Things I hate about the UK

ใช้คำว่าเกลียดอาจแรงไปหน่อย เอาเป็นว่าเป็น 5 สิ่งที่ทำให้เซ็งเป็ดเกี่ยวกับประเทศนี้ละกันค่ะ

1. Hot/Cold

ในหน้าหนาวอย่างตอนนี้ (หิมะกำลังตกอยู่ข้างนอกเลยค่ะ) เรามักจะไม่สบายได้ง่ายเป็นพิเศษ เพราะจะออกไปข้างนอกที ก็ต้องใส่เสื้อผ้าหลายชั้น ผ้าพันคอ หมวก ถุงมือ รองเท้าบู้ทสารพัด เพราะข้างนอกหนาวมาก แต่พอเดินเข้าตัวอาคาร ก็รีบถอดกันแทบไม่ทัน เพราะบางทีเปิดฮีทเตอร์กันจะรู้สึกอบอ้าว ดังนั้น คนประเทศนี้จะเสียเวลาไปกับการใส่ ๆ ถอด ๆ เสื้อผ้ากันเยอะมาก เราก็เลยพาลรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ตลอดเวลา เนื่องจากร่างกายปรับไม่ค่อยจะทันค่ะ

ก็อกน้ำที่นี่ก็เป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดสำหรับอาจารย์มาก เพราะธรรมดาก็เป็นพวกใช้ก็อกน้ำร้อน น้ำเย็นไม่เก่งอยู่แล้ว แต่ประเทศนี้ ก็อกน้ำร้อน แปลว่า ร้อนจัด เย็นก็คือ เย็นจัด ยิ่งสำหรับบ้านที่เป็นก็อกแยกแล้ว ชีวิตยิ่งลำบากเหลือขนาด หาความพอดีไม่ได้เลยค่ะ จะล้างจานทีนี่ต้องเลือกเอาว่า อยากโดนลวก หรือโดนแช่แข็ง เลยไปถามคนอังกฤษว่า เค้าล้างจานกันได้ยังไงจากก็อกแบบนี้ พอไปเห็นเค้าล้างกันก็หมดข้อสงสัยค่ะ เพราะฝรั่งทั้งหลายใช้วิธีเอาน้ำขังในอ่าง ใส่น้ำยาล้างจาน แล้วเอาจานชามจุ่มลงไป เอาขึ้นมาแล้วก็มาผึ่ง หรือเช็คให้แห้งทั้ง ๆ ที่ยังมีฟองติดอย่างงั้นแหละค่ะ พอถามเค้าว่า จะไม่ล้างฟองออกเหรอ ทุกบ้านก็ตอบเหมือนกันว่า มัน”กินได้” (แม้บนฉลากน้ำยาล้างจานทุกยี่ห้อจะไม่มีตรงไหนที่บอกว่า กินได้ แต่เห็นว่าคนประเทศนี้ยังไม่มีใครตายเพราะน้ำยาล้างจาน ก็เริ่มจะเชื่อแล้วค่ะว่าคงจริง แต่ก็ยังขอล้างแบบไทยอยู่ดีแหละ)

2. The ‘f’ word — FOOD

ทั้ง ๆ ที่คิดมาตลอดว่า ตัวเองกินอาหารฝรั่งได้ ไม่มีปัญหา พอมาที่นี่จริงก็ต้องพิจารณาตัวเองใหม่ค่ะ เพราะอาหารฝรั่งแบบอังกฤษกับแบบไทยนั้นคนละเรื่องกันเลยค่ะ ที่เซ็งที่สุด คือ ขนมปังค่ะ อย่างที่รู้ในประเทศเรา อาหารทุกอย่างมันต้องมีรสชาติ จะหวานจะเค็ม ก็ว่ากันไป แต่กินขนมปังที่นี่รู้สึกเหมือนกินอากาศธาตุ นั่นคือปราศจากรสชาติใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนพ่อครัวลืมใส่น้ำตาลหรือเกลือไป แต่ก็พยายามเข้าใจค่ะว่า ที่นี่เค้ากินขนมปังแทนข้าว คือจะต้องกินกับอย่างอื่นเสมอ ไม่ได้เอาไว้กินเปล่า ๆ แบบบ้านเรา ก็เลยทำใจค่ะ แล้วหันไปกินขนมปังใส่ลูกเกดแทน

ความจืดของอาหารฝรั่งนั้น ไม่่ได้หยุดอยู่ที่ขนมปัง แต่เป็นกับอาหารอีกหลายอย่างทั้งซุป พาสต้า และอื่น ๆ เลยทำให้คิดว่าหรืออาจารย์เองแหละที่ทานอาหารรสจัดจนเกินไป อาหารไทยจะเน้นการปรุงแต่งรสชาติ แต่อาหารฝรั่งจะเน้นเรื่องรสตามธรรมชาติของมัน บางทีกินแบบนี้ก็น่าจะดีต่อสุขภาพนะคะ (แต่ขอเวลาทำใจอีกนิด)

เรื่องความจืด ยังไม่เท่าไหร่ ถ้าไม่คิดไปถึงความจำเจของอาหาร อาจารย์รู้สึกแปลกใจมากที่เห็นเด็กฝรั่งกินแซนวิชแบบเดิม ๆ จากตู้เย็นเป็นอาหารเที่ยงทุกวัน หรือบางคนจะกินมันฝรั่งอบราดถั่วต้มซอส ที่เค้าเรียกกันว่า jacket potato and baked beans กันได้ทุกมื้อ ขณะที่บ้านเราอุดมไปด้วยหมูเห็ดเป็ดไก่และผักนานาชนิดซึ่งทำให้อาหารจานนึงมีความหลากหลาย แต่คนที่นี่เค้ากินอะไรเป็นอย่าง ๆ ค่ะ ไม่โน่นนิดนี่หน่อยแบบของเรา

3. East meets West

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อตะวันออกมาเจอกันตะวันตก คำตอบคือ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นค่ะ เพราะต่างคนก็ต่างอยู่ แม้จะฟังดูน่าเศร้าแต่เป็นธรรมดาค่ะที่คนเรามักจะรู้สึกสบายใจกว่าที่จะอยู่กับคนที่มีเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมใกล้เคียงกับเรา ดังนั้นเราก็จะเห็นนักศึกษาเอเชียจับกลุ่มกันอยู่กลุ่มหนึ่ง และนักศึกษาฝรั่งอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกันหากไม่มีความจำเป็น คนไทยเลยมักเกาะกลุ่มกับนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลย์ จีน เกาหลี เป็นส่วนใหญ๋ การที่ฝรั่งเค้าไม่มายุ่งกับเราซักเท่าไหร่ส่วนหนึ่งอาจเพราะเค้ากลัวเราจะไม่เข้าใจที่เค้าพูด (สังเกตุจากการที่พวกฝรั่งมักพูดกับเราช้าและชัดผิดปกติ) และเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรมค่ะ คือ เค้าก็ไม่รู้ว่าคนเอเชียในใจคิดอะไรอยู่ เราก็ไม่รู้เค้าคิดอะไรอยู่ เลยทำให้การปฏิสัมพันธ์เป็นไปอย่างผิวเผิน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนจากสองฝั่งจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้นะคะ อาจารย์ว่ามันขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละคนด้วยค่ะ

4. Petty theives and the ‘Nihao’ kids

แน่นอนว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีแต่คนดี หรือคนชั่วทั้งหมด ประเทศนี้ก็เช่นเดียวกันค่ะ คนน่ารักมีน้ำใจก็มาก และคนใจแคบหยาบคายก็เยอะค่ะ ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็น เมืองผู้ดี แต่คนรุ่นหลัง ๆ ในอังกฤษก็เหลือความเป็นผู้ดีน้อยลงแล้วล่ะค่ะ พวกคนเหยียดเชื้อชาติที่ชอบพูดไม่ดีกับคนผิวต่างสี แก็งค์เด็กวัยรุ่นปากมอมบนรถเมล์ คนเมา โจรมือสมัครเล่น ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นผลผลิตจากสังคมอังกฤษยุคใหม่ในสมัยเศรษฐกิจตกต่ำด้วยเช่นกันค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ที่นี่จะอันตรายจนอยู่ไม่ได้นะคะ แค่ต้องระวังตัวไว้เสมอ อะไรที่เรายังไม่กล้าทำตอนอยู่กรุงเทพ (เช่น เดินคนเดียวดึก ๆ หรือ เปิดหน้าต่างทิ้งไว้เวลาไม่มีคนอยู่) ก็อย่านึกเปรี้ยวมาทำตอนอยู่ที่นี่ละกันค่ะ ส่วนเรื่องถูกเหยียดผิว ถ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจารย์ก็ไม่อยากใส่ใจค่ะ เพราะรู้ว่าคนพวกนี้เป็นพวกโลกทรรศน์แคบ และไม่พอใจกับชีวิตตัวเอง

5. A license for TV?

มันเป็นความแปลกประหลาดของประเทศนี้จริง ๆ ที่ต้องมีการจ่ายตังค์เพื่อดูทีวีในช่องสาธารณะ (ก็แบบช่อง 3, 5, 7, 9 บ้านเรา) นั่นแปลว่า ถึงเราจะไปซื้อเครื่องทีวีมาเครื่องนึง เราก็ไม่สามารถเปิดดูรายการต่าง ๆ ได้หากไม่มีไอ้เจ้า TV license หรือใบอนุญาตในการดูทีวีนี้ มิฉะนั้นจะถูกจับเสียค่าปรับก้อนโต หรือไม่ก็เข้าคุกกันเลยทีเดียว วันดีคืนดีเราก็จะได้รับจดหมาย(ขู่)จากทางบริษัทว่า ถ้ายูไม่จ่ายตังค์ แต่มีเจ้าเครื่องทีวีที่รับสัญญาณได้ไว้ในครอบครอง หรือแอบดูทีวีแบบเรียลไทม์จากในอินเตอร์เน็ต ยูอาจมีคนมาเคาะประตูบ้านเพื่อขอตรวจค้น เพื่อดำเนินคดี (อะไรจะซีเรียสปานน้าน…) แทนที่จะเอาเวลาไปจับโจร แต่มาคอยจับคนดูทีวีตามบ้านเนี่ยนะ

ขอจบการอัพเดตแต่เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ ขอให้เด็ก ๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่านบล็อคนี้มีความสุขในปีใหม่นี้นะคะ

 

อาจารย์อิน


2 Responses to “My top 5 UK list…as promised!”


  1. 1 iwashiro
    February 1, 2010 at 8:23 am

    Wow! อ่านแล้วเหมือนดูรายการ Amazingต่างแดน เลยค่ะ
    มีเรื่องแปลกๆ หลายเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับอังกฤษเยอะเหมือนกัน

    ที่หนูงงที่สุดคงเป็นเรื่อง TV license ตลกดีนะคะ จะดูทีวีช่องฟรียังเสียตังค์อีก -*-

    ช่วงนี้ที่เกษตรมีงานเกษตรแฟร์อยู่ค่ะ เลยได้หยุดอาทิตย์นึง
    อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพด้วยนะคะ❤

  2. 2 ลูกศิษย์
    February 18, 2010 at 2:20 pm

    สุดยอดคะ!! มีประโยชน์ดีคะ

    ได้พบเจอโลกที่แตกต่าง 55+

    อาจารย์รีบเรียนให้จบ(เกียรตินิยม)แล้วกลับเมืองไทยบ้านเราเร็วๆนะคะ

    ปล.อาหารไทยรออยู่ ^^


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: