27
Mar
09

Review on Modals of ability

มาแว้วค่ะ

 

เอาเวอร์ชั่นลายมือขยุกขยุยไปอ่านก่อน เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มทีหลังนะคะ

คลิกข้างล่างเพื่อดูรูป

** updated on March 28, 2009 **

อย่างที่ทราบกันค่ะ Modals of Ability ก็เป็น V. ช่วย ชนิดหนึ่งที่เอาไว้พูดถึงความสามารถ ที่เราเรียนกันในบทนี้ก็มีอยู่ 4 ตัวเบ้ง ๆ นะคะ คือ

 

1.  CAN กับ CAN’T (หรือถ้าอยากเขียนเต็ม ๆ ว่า CANNOT ต้องเขียนติดกันนะคะ)

แปลว่า สามารถ/ ไม่สามารถ เอาไว้ใช้พูดถึงความสามารถทั่ว ๆ ไปในปัจจุบันค่ะ ตัวอย่างเช่น

Susan can eat the whole box of ice cream by herself.   (= ซูซานสามารถกินไอติมทั้งกล่องได้หมดเพียงคนเดียว)

Ted can’t read Japanese, but he can speak it very well.   (= เท็ดอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก แต่เขาสามารถพูดได้ดีมากทีเดียว)

We cannot accept their invitation to the party.   (= เราไม่สามารถรับคำเชิญไปงานเลี้ยงนั้นได้)

 

อยากให้สังเกตุนะคะว่า หลัง can/ can’t เนี่ย จะต้องตามด้วย V. ช่องที่ 1 เสมอ และที่สำคัญต้องไม่มี to ขั้นด้วย อย่างนี้ค่ะ

Tony can riding a horse.          ผิดค่ะ      (ต้องแก้เป็น Tony can ride a horse.)

Nelly can to bake cookies.      ผิดค่ะ      (ต้องแก้เป็น Nelly can bake cookies.)

เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่บางทีก็เผลอใช้ผิดกันได้เหมือนกัน

 

2.  COULD กับ COULDN’T (แต่ ถ้าเขียนรูปเต็ม คำว่า COULD  NOT จะไม่เขียนติดกันนะ งงดีไหม?)

เป็นคู่แฝดในรูปอดีตของ can/ can’t ค่ะ เอาไว้ใช้พูดถึงความสามารถหรือทักษะที่ทำได้ในอดีตค่ะ

วิธีการใช้ก็คล้ายกับ can/ can’t คือจะต้องตามด้วย V.1 นะคะ ห้ามมี to มาขั้น เอาตัวอย่างซักหน่อยไหม

When Mr.Peterson was younger, he could swim across the river.   (= ตอนที่คุณปีเตอร์สันยังหนุ่มกว่านี้ เขาว่ายน้ำข้ามแม่น้ำได้เลยหล่ะ)

As a child, Sun Ye could play a piano.   (= ในตอนที่เป็นเด็ก ซอนเยสามารถเล่นเปียโนได้)

Helen and Nicole could not change tyres.   (=  ในอดีต เฮเลนกับนิโคลเปลี่ยนยางรถยนต์ไม่เป็น)

 

3.  WAS ABLE TO/ WERE ABLE TO และ WASN’T ABLE TO/ WEREN’T ABLE TO  (เฮ้อ…ยาวจัง ;-P )

แปลว่า สามารถทำได้/ไม่สามารถทำได้ ในอดีต (จะใช้ was หรือ were นั้นก็ขึ้นอยู่กับประธานเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ดูดี ๆ ด้วยหล่ะ)

มีความพิเศษกว่า could/ couldn’t ตรงที่ว่า นอกจากจะเอาไว้พูดถึงความสามารถหรือทักษะแล้ว ยังใช้ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะหนึ่งในอดีต

ตัวอย่างค่ะ

       1.  Jessica was able to play a violin.   (=  เจสสิกาสามารถเล่นไวโอลินได้ มีความหมายเท่ากับ Jessica could play a violin.)

       2.  But one day, she broke her arm and she wasn’t able to play.   (=  แต่มาวันหนึ่ง เธอทำแขนหัก เธอจึงเล่นไวโอลินไม่ได้)

ในประโยคที่ 1 เป็นการพูดถึงความสามารถหรือทักษะของเจสสิกา เราสามารถใช้ได้ทั้งคำว่า was able to และ could

แต่ในประโยคที่ 2 เป็นการพูดถึงเหตุการณ์หนึ่งในอดีต หรือความสามารถในชั่วขณะนั้น

จากในตัวอย่าง เจสสิกาเล่นไวโอลินเป็น แต่ในวันนั้นเธอเล่นไม่ได้ เพราะแขนหัก

และอย่าลืมว่า ตามหลัง was/were able to ต้องตามด้วย V.1 เสมอนะคะ

 

4.  MANAGED TO/ DIDN”T MANAGE TO  (สุดท้ายแล้วค่ะ อดทนหน่อย อีกอึดใจเดียว)

แปลว่า ทำได้ ทำสำเร็จ แต่ไม่นิยมใช้พูดถึงความสามารถหรือทักษะ มักจะเอาไว้เล่าเหตุการณ์ในอดีต

หรือความสามารถในชั่วขณะหนึ่งมากกว่า (จึงต่างจาก could/ couldn’t ค่ะ) และอย่างที่บอกค่ะ

managed to จะมีนัย(ยะ?)บอกถึงความเพียรพยายาม ความเหน็ดเหนื่อยกว่าจะทำสำเร็จด้วยค่ะ เช่น

Finally, I managed to book an Air Asia flight.  

(=  ในที่สุด ฉันก็สามารถจองตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียได้สำเร็จ หรือจะใช้ว่า Finally, I was able to book an Air Asia flight. ก็ได้เหมือนกัน)

After looking everywhere, he didn’t manage to find his old watch.  

(=  หลังจากหาทุกที่แล้ว เขาก็ยังไม่เจอนาฬิกาข้อมือเรือนเก่า หรือพูดอีกแบบได้ว่า … he wasn’t able to find his old watch.)

 

สิ่งที่ไม่ควรลืม คือ คำว่า managed to ของแท้ต้องมี ed ลงท้ายนะคะ (เพราะเรากำลังพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตกันอยู่ใช่ป่ะ)

พอทำเป็นรูปปฏิเสธ เราก็ใช้ didn’t เข้ามาช่วย และจงตัด d ที่ managed ทิ้งซะด้วย (อาจารย์ย้ำทุก 5 นาที เลยนะเนี่ย)

และข้อสุดท้าย เหมือนกับ modals of ability ตัวอื่น ๆ มันจะต้องตามด้วย V. ช่องที่ 1 นะคะ

 

สรุปคือ was/ were able to ใช้ได้กว้างสุด เพราะใช้ได้กับทั้งทักษะความสามารถ และเหตุการณ์เฉพาะ

 

** ขอหมายเหตุก่อนจบไว้นิดนึง คือ คำอธิบายที่กล่าวมานี้ อิงมาจากหนังสือ Total English ที่เราเรียนกันอยู่ หลายคนอาจจะเคยเรียนเรื่องนี้มาเป็นอีกแบบนึง หรือไปเจอหนังสือที่เค้าอธิบายต่างออกไป ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ ในชีวิตจริงฝรั่งเค้าก็ไม่ได้ซีเรียสหรอกค่ะว่า

ตรงนี้ต้องใช้ was able to เท่านั้น ห้ามใช้ could ฯลฯ เราแค่ศึกษากฎทางไวยากรณ์ที่ถูกต้องเอาไว้เท่านั้นเองค่ะ

โลกนี้กว้างใหญ่เหลือเกิน ภาษาไม่มีอะไรตายตัวหรอกค่ะ (สำนวนฝรั่งบอกว่า Nothing is written in stone.) **

 

แบบฝึกหัดอันที่ฉายให้ดูในห้องพร้อมเฉลย (แอบยากกนิดส์นึงนะเนี่ย)

 

ไปนอนต่อดีกว่า

อาจารย์อิน

modal


14 Responses to “Review on Modals of ability”


  1. 1 snow
    March 28, 2009 at 10:06 am

    วะวะวะว้าวววว..แจ่ม

    ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

  2. 2 ...
    March 28, 2009 at 10:20 am

    อาจารย์ค่ะ

    อยากได้แบบฝึกหัดเรื่องนี้เพิ่มเติมอ่ะค่ะ

    แล้วก้ออยากได้tapescriptด้วยค่ะ

    ขอบคุนค่ะ

    • 3 intira
      March 28, 2009 at 11:17 am

      To …

      เดี๋ยวหามาให้นะคะ ส่วน Tapescript ของ Listening อยู่ด้านหลังหนังสือแล้วค่ะ

      อาจารย์อิน

  3. 4 เดกหลังห้อง ^^
    March 28, 2009 at 12:57 pm

    อาจารย์ค่ะ ….

    เวิร์คบุ๊ตอาจารย์จะเฉลยให้ไม๊ค่ะ

    หนูซื้อมาลองทำแล้ว…แต่ไม่รุว่าทำถูกรึป่าวอ่ะคะ

    • 5 intira
      March 29, 2009 at 5:58 am

      To เดกหลังห้อง ^^

      จะเฉลยพร้อมอธิบายก่อนสอบกลางภาค กับก่อนสอบปลายภาคค่ะ

      แต่ถ้าเฉลยในห้องไม่ทันอาจารย์จะเอาเฉลยขึ้นบล็อกค่ะ หรือถ้าใครจะเอามาให้ตรวจ ก็ยินดีค่ะ

      อาจารย์อิน

  4. 6 rabichan
    June 22, 2009 at 1:35 am

    ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆนะค่ะ

    อาจารย์ค่ะ อยากทราบว่า adj ที่ลงท้ายด้วย-ed,-ing,-able มีความหมายต่างกันอย่างไร

    อย่างเช่นคำว่า distinguished/ing/able เวลาจะแต่งประโยคที งงมากเลยค่ะ

    • 7 intira
      June 22, 2009 at 6:15 am

      To rabichan

      ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ

      อันที่จริงแล้ว distinguished/ing/able ที่หนูถามน่ะ ไม่ได้เป็น adj. จำพวกเดียวกับกลุ่ม interest นะคะ จึงไม่ได้มีกฎตายตัวว่า ถ้าลงท้ายด้วย -ed หรือ -ing แล้วจะแปลว่าอะไร

      แต่จะอธิบายว่า adj. สามตัวที่กล่าวมานั้นล้วนมาจากรากตัวเดียวกัน คือ คำว่า distinguish ค่ะ

      distinguish (v.) แปลว่า จำแนกแยกแยะ ทำแตกต่าง ทำให้โดดเด่น
      ex. No one can distinguish Michael and his brother because they look alike. / Roy’s good look distinguishes him from the rest of the men.

      distinguished (adj.) แปลว่า โดดเด่น โด่งดัง หรือ ทรงเกียรติ
      ex. Please welcome our distinguished guest.

      distinguishing (adj.) แปลว่า เป็นเอกลักษณ์เพาะตัว ความหมายไม่ต่างจาก distinguished มากนัก ไม่ค่อยเห็นใช้กันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเห็นแบบที่ใช้เป็น n. ที่แปลว่า การแยกแยะความแตกต่าง

      distinguishable (adj.) แปลว่า แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
      ex. An elephant is distinguishable from a giraffe. / The Smiths twins have distinguishable difference in their appearance. You can tell them apart from a distance.

      เมื่อเจอคำที่ความหมายใกล้ ๆ กันแบบนี้ วิธีเดียวที่จะรู้ความแตกต่างได้ คือ เปิดดิกชันนารีค่ะ และดูตัวอย่างที่เขาให้มาค่ะ หรือที่อาจารย์ชอบทำบ่อย ๆ คือ ใช้วิธีกูเกิ้ลคำนั้นดูค่ะ แล้วลองดูว่าคำนี้มักจะปรากฎในบริบทไหน รูปประโยคยังไง หรือมีใครเค้าใช้กันบ้างหรือเปล่า น่าจะช่วยได้นะคะ

      อาจารย์อิน

  5. 8 rabichan
    June 22, 2009 at 10:26 am

    ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำตอบ

    ตอนนี้เข้าใจมากขึ้นเยอะเลย^-^

  6. 9 oor
    August 5, 2009 at 7:15 am

    อาจานย์ขา able to กับ managed to ใช้ต่างกันอย่างไงค่ะ

    หนูจาสอบพรุ่งนี้แย้ววววว

    ตายแน่

    • 10 intira
      August 5, 2009 at 10:36 pm

      To oor

      ขอบคุณสำหรับคำถาม รออยู่นานแล้ว

      Verb to be able to (อย่าลืมว่า เวลาใช้ในประโยคจริง ต้องผันเป็น (is/am/are) was/were ด้วย ใช้ได้ใน 2 กรณีค่ะ

      กรณีที่ 1 เล่าความสามารถทั่วไป ทักษะต่าง ๆ ที่ทำได้ในอดีต เช่น
      He was able to play a piano when he was five years old.

      กรณีที่ 2 เล่าถึงเหตุการณ์เฉพาะ เช่น เล่าว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้สำเร็จ/ทันเวลาShe was able to get to the airport in time.
      (การไปถึงสนามบินทันเวลา ไม่ได้เป็นความสามารถหรือทักษะของบุคคล เป็นแค่เหตุการหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้วนำมาเล่าว่า ได้ทำสำเร็จ)

      สำหรับ managed to นะคะ พูดง่าย ๆ คือ จะใช้กับการเล่าเหตุการณ์เฉพาะเท่านั้น (ก็คือ กรณีที่ 2 ข้างบนนั่นเอง) เช่น
      She managed to get to the airport in time.
      (มีความหมายเหมือนตัวอย่างที่ใช้ was able to ทุกประการ)

      ดังนั้น สรุปว่าเราจะไม่ใช้ managed to กับการเล่าถึงความสามารถหรือทักษะในอดีต (กรณีที่ 1) เพราะมันจะฟังดูแปลก ๆ อ่ะค่ะ
      He managed to play a piano when he was five years old.

      มีอะไรสงสัยอีกไหมคะ สู้ ๆ นะคะทุกคน

      อาจารย์อิน

  7. 11 oor
    August 6, 2009 at 4:09 pm

    ของคุณค่ะ อาจารย์

    วันนี้เหมือนจาทำเลยอ่ะ

    เออว่าแต่ ไอ้ข้อที่ ขีดเส้นใต้คำ 10 ข้ออ่ะอาจารย์ แก้คำที่ ขีดเส้นใต้ให้ถูกใช่ป่ะคะ

    หนูอ่านคำสั่งไม่เข้าใจ อาจารย์คุมสอบก้อไม่บอกอ่ะ

    แล้ว If 4 ข้อ ที่อยู่ด้านบนหัวกระดาษอ่ะอาจารย์ ต้องกลับเปงตรงข้ามกานด้วยหรอคะ

    ถ้าใช่หนูก้อผิดหมด 4 ข้ออ่ะ

    เซง

  8. 12 wonder boy
    November 20, 2009 at 5:11 pm

    ตามหลัง was/were able to ต้องตามด้วย V.1 เสมอ -> Dear teacher In …i wanna ask you about V1
    i think it should be called infinitive or baseform verb, shouldn’t it?

    eg. This morning I managed to be in time at a precious meeting.

    If you say after managed to + V1 ….this gonna be -> I managed to am in time…

    or do i misunderstand?

    Thanks in advance.

    • 13 intira
      November 25, 2009 at 12:54 am

      Wonder boy,

      You’re right. It should be called Infinitive or Baseform Verb, as you pointed out. I just used “V.1” for my convenience because some students that I teach don’t understand what an infinitive is (hard to believe I know, but it’s true). So I try to avoid grammar/linguistic terms and make it easy for everyone.

      Good observation. Many thanks for your question. There might also be other people out there who wonder the same thing.

      Ajarn In

  9. 14 HBP Extreme
    November 22, 2009 at 2:23 am

    ขอบคุณครับ เปิดกูเกิ้ลเซิร์สเรื่องนี้ก็เจอเว็บนี้อันแรกเลย
    จะได้ทำการบ้านได้ซะที พอดีเรียนกับอาจารย์ฝรั่งเลยยังไม่ค่อยรู้เรื่องครับ


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: