25
Mar
09

Review of Subject Question and Object Question

 ใครต้องการดูเฉลยของแบบฝึกหัดการตั้งคำถาม หน้า 92 เชิญได้ที่นี่ค่ะ (อยู่ในไฟล์ PowerPoint)

 

อาจารย์จะมาโพสท์เรื่องคำอธิบาย Subject Question และ Object Question ให้กับนิสิตที่ลงเรียน Eng 3 เทอมนี้ละนะ

สนใจคลิกเข้ามาอ่านต่อได้เลย

 

 

อะไรคือ Subject Question และ Object Question

Subject Question ก็คือ ประโยคคำถามที่ Question Word (เช่น What, when, why, who, where, how) ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  จึงสามารถตามด้วยคำกริยาได้เลย โดยไม่ต้องเติมกริยาช่วยทั้งหลาย

ดูภาพประกอบนะคะ

subject-question1

 อย่างที่เห็นแหละค่ะ เจ้า Subject Question นี่จะไม่ค่อยยุ่งยาก เนื่องจากจะเรียงลำดับ Question Word + กริยา + กรรม (ถ้ามี)

 

ในขณะที่ Object Question คือ ประโยคคำถามที่ Question Word ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค ซึ่งจะต่างกับแบบแรกคือ

จะต้องใส่ Auxiliary (กริยาช่วย เช่น do, does, did) เพิ่มเข้าไปโดยวางไว้หน้าประธานค่ะ

ในกรณีที่ในประโยคนั้นมี may, might, will, would, shall, can, could, should หรือ V. to be อยู่แล้ว

ไม่ต้องใส่ do, does, did เพิ่ม ให้นำคำเหล่านี้มาวางหน้าประธานได้เลยจ้า

ตัวอย่างเช่น

What can Jeff borrow?    ไม่ใช่   What does can Jeff borrow?

What is Nina going to wear?   ไม่ใช่  What does Nina is going to wear?

กฎเหล็กของภาษาอังกฤษ คือ จงจำไว้ว่า V. ช่วย อย่าง do, does, did จะไม่ใช้ร่วมกับ V. to be เด็ดขาด (ประมาณว่า เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้อ่ะค่ะ)

object-question

 

นอกจากนี้ อย่าลืมว่าประโยคไหนที่เรานำ do, does หรือ did เพิ่มเข้าไป เจ้ากริยาแท้ในประโยคจะต้องคืนสู่รูป V.1 ดังเดิมด้วยนะคะ ตัวอย่างเช่น

Where does she goes?

What did he ate eat for breakfast?

 

และสุดท้าย ประโยคคำถามทุกประโยคต้องลงท้ายด้วยเครื่องหมายคำถามด้วยนะ (ถ้าไม่มี จะถือเป็นของปลอมนะคะ)

พอเข้าใจไหมคะ เดี๋ยวว่าง ๆ จะมายกตัวอย่างเรื่องการตั้งประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Which ที่หลาย ๆ คนสงสัยกัน

 

ฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ นะคะ เพราะตอนสอบก็ต้องแต่งประโยคคำถามแนวนี้แหละ

แบบฝึกหัดที่ 1

แบบฝึกหัดที่ 2

 
**Latest update on September 5, 2010**
หลังจากโพสท์ไปแล้วเป็นปี เพิ่งจะสังเกตุว่าตัวเองสะกดคำว่า Auxiliary Verb ที่แปลว่า คำกริยาช่วย ผิดตั้งหลายแห่ง (อย่างในรูปข้างบน) ต้องขออภัยอย่างยิ่งไว้ ณ ที่นี้นะคะ ของแท้ต้องมี i หลัง l ค่ะ คำนี้เกิดมาในชีวิตไม่เคยต้องใช้ในประโยค ยกเว้นตอนอธิบายแกรมม่าร์นี่แหละ (เอ้า ช่วยกันวิ่งจับไก่หน่อยเร้ว!)
 

อาจารย์อิน


21 Responses to “Review of Subject Question and Object Question”


  1. 1 ลูกศิษย์ค่า
    March 26, 2009 at 6:58 am

    วันนี้แวะมาเยี่ยมค่ะ..เพิ่ม View ให้ เพื่ออาจารย์เอาไปขาย google ได้สมใจ 555+

    อยากให้อาจารย์เอาลายมือที่เขียนสอนในห้อง ลงให้หน่อยค่ะ

    จดไม่ทันค่ะ ^^

    • 2 intira
      March 26, 2009 at 8:41 am

      To ลูกศิษย์ค่า

      รอแป๊บนึงนะคะ ตอนนี้กำลังสั่งซื้อสแกนเนอร์มาเพื่อการนี้โดยการนี้เฉพาะค่ะ (ทุ่มทุนสร้าง อิอิ)

      อาจารย์อิน

  2. 3 - -
    March 26, 2009 at 12:46 pm

    เข้ามาโหลดและครับ จดไม่ทันเช่นกัน

    เรียน แปดโมงสมองมันมึนๆงงๆ ดีนะครับอาจารณ์

  3. 4 - -
    March 26, 2009 at 1:28 pm

    1. Who is working with the nurse?
    The doctor is working with the nurse.

    4. Who worked on the computer yesterday?
    The repairman worked on the computer yesterday.

    อาจารย์ครับ ผมสงสัยข้อ 1 อะครับ ว่าหลัง who ทำไมถึงต้องมี is

    ซึ่งต่างกับข้อ 4 อะครับ ที่ who แล้วตามด้วยกริยาได้เลย แล้วจะดูยังไงครับว่าข้อไหนต้องเติม is หรือไม่ต้องเติม

    ขอบคุณล่วงหน้าครับ ท่านอาจารย์ ^^

    • 5 intira
      March 27, 2009 at 12:24 am

      To – –

      ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ สอนเช้า ๆ ก็มึนกันทั้งคนเรียนและคนสอนแหละ 55

      ทั้ง 2 ตัวอย่างที่ยกมา เป็น Subject Question เราจึงไม่ต้องเติม Auxilary (กริยาช่วย) เข้าไปเพิ่ม แค่เปลี่ยนประธานให้เป็น Question Word ได้เลย ที่เหลือเหมือนเดิมค่ะ

      1. Who is working with the nurse?
      The doctor is working with the nurse.

      4. Who worked on the computer yesterday?
      The repairman worked on the computer yesterday.

      ลองสังเกตุดี ๆ นะคะ จะพบว่าประโยคในข้อ 1 เป็น Present Continuous Tense ค่ะ
      ถ้าจำกันได้ หน้าตาของเจ้า Tense นี้ คือ Subject + is/am/are + V.ing ใช่ไหมคะ
      ดังนั้นที่เห็น is นั่นคือ ส่วนหนึ่งของ V. ในรูป Pres. Con. ไงคะ มันมีอยู่ในประโยคเดิมของมันอยู่แล้ว เราไม่ได้เติมเข้าไปค่ะ

      ส่วนในข้อ 4 เราเห็น work แบบมี ed มันก็คือรูป Past Tense ค่ะ ก็เลยไม่มี is

      To Everyone

      ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ มีอะไรติชม หรืออยากให้เพิ่มเติมก็บอกกันได้นะคะ

      อาจารย์อิน

  4. 6 ลูกศิษย์ค่า
    March 26, 2009 at 2:12 pm

    ขอบคุณค่ะ..ชอบอาจารย์สอนมากเลย

  5. 7 - -
    March 27, 2009 at 5:14 am

    ขอบคุณครับอาจารย์ ผมเข้าใจแล้วครับ

    เมื่อเช้ามีคนมาเคาะ กะลามัง หน้าห้องด้วย เป็นจังหวะเลยฮ่าๆ

  6. 8 ...
    March 28, 2009 at 10:27 am

    อจารย์ค่ะ

    หนูจดแบบฝึกหัดเพิ่มเติมที่อาจารย์เอามาให้ทำไม่ทันอ่ะ

    เอาลงให้หน่อยนะค่ะ

    ขอบคุนค่ะ

  7. 10 snow
    March 28, 2009 at 12:28 pm

    ถามค่ะอาจารย์

    หน้า 91

    ข้อ 5.5 เฉลยว่า Was it easy or difficult to learn? จะรู้ได้ยังไงว่าใช้ Was อ่ะค่ะ ทำไมไม่ใช้ Did it easy or difficult to learn?

    ข้อ 7.2 เฉลยว่า made a lot of mistakes มันไม่ต้องใช้ make ด้วยหรอค่ะ

    แล้วการใช้ Which นี่ใ ช้ Question Word + Subj + verb + noun รึป่าวค่ะ

    แฮะๆ..รบกวนด้วยค่าาาอาจารย์

  8. 11 intira
    March 29, 2009 at 6:22 am

    To snow

    ขอบคุณที่ถามค่ะ (ดีใจจังมีคนมาทำให้บล็อกไม่เงียบเหงา🙂 )

    – ในข้อ 5.5 ต้องใช้ was เพราะว่า คำว่า easy กับ difficult เป็น Adjective ค่ะ
    ตามปกติแล้ว Adjective จะใช้ได้ 2 แบบ คือ

    1. ใช้วางหน้าคำนาม เป็นการขยายลักษณะของคำ ๆ นั้น เช่น a big cat, a tall man, a hard-working student
    2. ใช้ร่วมกับ V.to be ค่ะ เพราะเจ้า V.to be (is/am/are/was/were/been) มีความหมายว่า เป็น,อยู่,คือ จึงต้องมี Adjective มาบอกลักษณะ เช่น I am beautiful., Richard was sick., The cars are expensive.

    ในที่นี้ เรากำลังพูดถึงแบบที่ 2 อยู่ค่ะ easy หรือ difficult จึงใช้ร่วมกับ was

    การจะใช้ did เข้ามาช่วย จะทำเฉพาะประโยคที่มี V.แท้ (คือ คำกริยาตัวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ V.to be เช่น eat, drink, sleep, run ฯลฯ อื่น ๆ) ถ้ามี V.to be อยู่แล้ว เราจะไม่ใส่ did เพิ่มค่ะ

    – สำหรับข้อ 7.2 คำว่า made a lot of mistakes ดูดี ๆ จะเห็นว่า made ก็คือรูปอดีตของ make ค่ะ
    ตรงนี้เค้าใส่ a lot of ลงไปเพื่อบอกจำนวนค่ะ แต่มันก็คือตัวเดียวกับ make a mistake ที่เราเรียนกันน่ะค่ะ

    อาจารย์อธิบายแล้วยิ่งทำให้งงหรือเปล่าเนี่ย

    ไม่เข้าใจอะไรถามได้อีกค่ะ คิดคำถามละ 30 บาทเท่านั้น (ล้อเล่น 555)

    อาจารย์อิน

    ปล. สำหรับรูปประโยคคำถาม which ดูในบล็อกตอนเฉพาะกิจได้เลยค่ะ

  9. 12 snow
    March 29, 2009 at 7:24 am

    ไม่งงค่ะ เข้าใจเลย

    ขอบคุณอาจารย์มั๊ก ๆ ค่าาา

    เดี๋ยวหนูให้ข้อละ 100 เลยค่ะ แต่เดี๋ยวไปปล้นแม่ก่อนนะค่ะ ^^

    ปล.บล็อคตอนเฉพาะกิจนี่อยู่ตรงไหนหรอค่ะ หาไปเจอค่ะ TT

  10. July 1, 2010 at 11:01 am

    ขอบคุณค่ะ สอนเข้าใจง่ายดีค่ะ

  11. 14 suchanart
    July 26, 2010 at 6:33 am

    อาจารย์หนูดูไม่เป็นว่าอันไหน คือObject Question และ Subject Question อาจารย์ช่วยบอกวิธีสังเกตุหน่อยค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

    • 15 intira
      July 26, 2010 at 1:45 pm

      To Suchanart

      หวัดดีจ้า ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ

      อืมม์ วิธีการสังเกตุเหรอคะ เป็นคำถามที่ตอบยากทีเดียว วิธีที่ถูกต้องที่สุดคือ การดูโครงสร้างและแปลความหมายค่ะ ถ้าพบว่าประโยคนั้นไม่ระบุประธานผู้ทำกริยา ก็แสดงว่าเป็น Subject Question ค่ะ เช่น

      ตย.1

      Q: Who is speaking? (เรามีคำกริยาคือ is speaking แต่เราไม่เห็นตัวประธานใช่ไหมคะ มีแต่คำว่า Who มาแทนที่ไว้)

      A: Joe is speaking. (นำประโยคคำตอบที่เป็นบอกเล่ามาให้ดูเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าในประโยคนี้มีประธาน นั่นคือ Joe ผู้ที่กำลังทำกริยา is speaking)

      ตย.2 (ยากขึ้นอีกระดับ เพราะประโยคนี้มีกรรมด้วย)

      Q: What made Julia angry? (เรามีคำกริยา made แล้วเราก็มีกรรมของประโยค คือ Julia ส่วน angry คืออะไร อย่าเพิ่งงงค่ะ เจ้าคำว่า angry เป็นคำ Adjective ที่มาเติมเต็มความหมายประโยคนี้ไห้สมบูรณ์ “อะไรทำให้จูเลียโกรธ” จะเห็นได้ว่า เราไม่เห็นทราบว่าประธานจริง ๆ แล้วคืออะไร เราจึงต้องใส่ What มาแทนที่ใช่ไหมคะ

      A: The traffic jam made Julia angry. (ในประโยคคำตอบนี้ เราเลยทราบว่าสิ่งที่เป็นผู้ทำกริยานี้จริง ๆ คือ Tranffic jam (การที่รถติด) นั่นเองค่ะ)

      ส่วน Object Question จะตรงข้ามกับข้างบน คือจะมีประธานมาให้ชัดเจน แต่ไม่ระบุกรรมค่ะ

      ตย.1

      Q: Who did Michelle kiss? (“มิเชลล์จุ๊บใคร” จะเห็นว่ามิเชลล์เป็นประธานค่ะ แต่คนที่ถูกเธอจุ๊บยังเป็นบุคคลปริศนาอยู่)

      A: Michelle kissed her mother. (พอมาเรียงแบบประโยคบอกเล่า แล้วก็จะเห็นกันจะ ๆ เลยค่ะตามโครงสร้างประธาน+กริยา+กรรม บุคคลปริศนาได้รับการเฉลยแล้ว)

      Q: What will you draw? (“เธอจะวาดอะไร” เราทราบประธานและกริยา แต่ไม่ทราบกรรม)

      A: I will draw a flower (“ฉันจะวาดดอกไม้”)

      สรุปคือ ต้องดูโครงสร้างประโยคและแปลความหมายประกอบค่ะ

      แต่ถ้าเกิดเคราะห์ซ้ำกรรมซัดขึ้นมา ดูโครงสร้างไม่เป็น แปลความหมายไม่ออก ก็ยังมีทางออกสุดท้ายค่ะ นั่นคือ เดา(อย่างมีหลักการ)ค่ะ วิธีนี้ไม่รับประกันผล แต่เป็นข้อสังเกตุส่วนตัวของอาจารย์เองค่ะ

      1. ถ้ามีกริยาช่วย do/does/did ในประโยคคำถามนั้น ก็มีโอกาสสูงที่คำถามนั้นจะเป็น Object Question ค่ะ (เพราะในโครงสร้างของประโยคคำถามประเภทนี้ จำเป็นต้องมีกริยาช่วย (Auxilary) มาประกอบค่ะ)

      2. ถ้าเราเห็นประธานของประโยค (ก็พวกคำนาม คน สัตว์ สิ่งของ หรือชื่อคน หรือสรรพนาม I, you, we, they, he, she, it) ถูกย้ายมาวางข้างหลังกริยาช่วย (do/does/did/may/might/will/shall/V.to be)เมื่อไหร่ก็เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเป็นประโยค Object Question ค่ะ

      3. ถ้าประโยคคำถามนั้นขึ้นต้นด้วย where, when, why, how ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มของ Object Question ค่ะ (เพราะแสดงว่าประโยคนั้นต้องมีประธานอยู่แล้ว ถึงได้มาถามข้อมูลปลีกย่อยเรื่องเวลา สถานที่ได้ค่ะ)

      ยิ่งอธิบายยิ่งงงหรือเปล่าคะ ความจริงแล้วมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เห็นหรอกค่ะ ถ้าเราลองสังเกตุประโยคคำถามบ่อย ๆ เราก็จะแยกแยะได้เองค่ะ แล้วเวลาเราจะตั้งประโยคคำถาม เราก็ไม่ต้องมาคิดอะไรยุ่งยากขนาดนี้หรอกค่ะ

      ถ้าสงสัยอะไรกันอีก ก็เขียนมาถามนะคะ

      อาจารย์อิน

  12. 16 วรพล จรัสวัฒน์
    December 19, 2010 at 4:40 pm

    ขอบคุณ อ.อิน มากนะครับ ผมเรียนเรื่องนี้ใน Eng3 ตอนแรกก็ ยัง งง อยู่บ้าง แต่ตอนนี้ เข้าใจ ทำแบบฝึกหัดของอาจารย์ได้ และพร้อมที่จะสอบแล้วครับ

    ขอบคุณอาจารย์อิน มากๆครับ

    วรพล จรัสวัฒน์

  13. 17 anasay nakaka
    July 2, 2011 at 2:56 pm

    อยากให้อ.เปิดดาวน์โหลด power point ของเรื่องต่างๆ พอจะเป็นไปได้ไหม อ่ะครับ
    อ.เล่นเฟสบุค ไหมครับ อยากได้แอดของอ.จัง
    ขอบคุณครับ

    • 18 intira
      July 3, 2011 at 9:58 am

      To anasay

      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ อาจารย์เคยทำ Power Point ไว้แค่เฉพาะบางเรื่องน่ะค่ะ ซึ่งอาจารย์ได้อัพโหลดไว้แล้ว (เอ…แต่ไม่รู้ว่าลิ้งค์ตายไปหมดรึยังนะ 55) บางเรื่องจึงเป็นแบบเขียนสดอย่างที่เห็นข้างบนนี่แหละค่ะ ต้องขออภัยด้วย format อาจจะทำให้มันอ่านยากสักนิดนึง เดี๋ยวถ้าอาจารย์มีเวลานะคะ จะพยายามอัพไฟล์ขึ้นไปใหม่และทำหน้ารวมลิ้งไว้ให้เพื่อจะได้หาง่าย ๆ

      อาจารย์มีเฟสบุ้คแต่ไม่ค่อยได้เล่นอ่ะค่ะ ถ้ามีอะไรจะถามก็ส่งมาทางนี้สะดวกสุดแล้วค่ะ🙂

      อ.อิน

  14. 19 gwyn
    July 2, 2013 at 3:53 pm

    ขอบคุนอาจารมากคร่ะ บล็อกนี้มีประโยชมาก ถึงหนูจะไม่เคยเรียนกับอาจารแต่ก็สามารถเข้ามาศึกษาได้ หนูเปนคนที่ไม่ชอบเรียนภาษาอังกริดและเรียนไม่เก่งแต่พอมาอ่านของอาจารแร้วหนูเข้าใจ แร้วพอไปสอบควิซก็ได้คะแนนดีเปนครั้งแรกเรยคร่ะภูมิใจมาก อยากให้อาจารลงเรื่องอื่นอีกนะคร่ะแร้วหนูจะมาติดตามศึกษา ขอบคุณมากคร่ะสำหรับความรู้ดีๆ รักอาจารเรยคร่า

    • 20 intira
      July 5, 2013 at 8:06 am

      To gwyn

      ด้วยความยินดีค่ะ ดีใจที่เว็บนี้เป็นประโยชน์กับหนูนะคะ ถ้าขยันหาความรู้แบบนี้ รับรองอีกหน่อยเก่งอังกฤษแน่ๆ สู้ต่อไปนะ

      อาจารย์อิน


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: